มันเป็นเรื่องที่พูดยาก โดยเฉพาะเมื่อคู่ขัดแย้งฝ่ายหนึ่งเป็นผู้หญิง ซึ่งสังคมคุ้นเคยกับการรับรู้ว่าเป็นเพศที่มีโอกาสตกเป็นผู้เสียหายทางเพศได้มากกว่า

เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งออกมาบอกว่าเธอได้รับความเสียหายทางเพศ ขณะที่อีกฝ่ายเป็นผู้ชาย ยิ่งถ้าผู้ชายคนนั้นเคยมีตำแหน่ง เคยมีอำนาจ หรือมีสถานะเหนือกว่า สิ่งที่สังคมคาดหวังจากเขามักเหลืออยู่ไม่มาก

◊ พูด ก็ถูกมองว่าแก้ตัว
◊ อธิบาย ก็อาจถูกมองว่าโยนความผิด
◊ โต้แย้ง ก็กลายเป็นการไม่รับผิดชอบ
◊ และหากพยายามตั้งคำถามกับเรื่องราวของอีกฝ่าย ก็เสี่ยงถูกกล่าวหาว่ากำลังซ้ำเติมผู้เสียหาย

เราไม่ได้กำลังบอกว่า เราไม่ควรเชื่อหรือรับฟังคนที่ออกมาบอกว่าตนเองถูกกระทำ เราควรฟัง คนที่รู้สึกว่าตัวเองถูกละเมิด ควรมีพื้นที่พูด มีพื้นที่ปลอดภัย และได้รับการช่วยเหลือหรือเยียวยาตามความเหมาะสม แต่คำถามอีกด้านหนึ่งก็คือ การรับฟัง จำเป็นต้องเท่ากับการตัดสินทันทีหรือไม่?

คนจำนวนไม่น้อยอาจสงสัยว่า เราเองก็เคยทำงานเกี่ยวกับเรื่องเพศ เรื่องการตีตราและการเลือกปฏิบัติ แล้วทำไมวันนี้ถึงมีมุมมองเช่นนี้ คำตอบส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเราเคยเห็นเรื่องเหล่านี้มาเหมือนกัน เราเคยเห็นเกย์ กะเทย และผู้คนในชุมชนความหลากหลายทางเพศที่ต่อสู้เรื่องการตีตรา การกดขี่ และความไม่เท่าเทียมทางเพศ และในพื้นที่เดียวกันนั้น เราก็เคยเห็นสิ่งที่ทำให้ต้องกลับมาตั้งคำถามว่า

การเป็นผู้ถูกกดทับในโครงสร้างหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าคนนั้น คนพวกนั้นจะไม่สามารถเป็นผู้ใช้อำนาจกดทับคนอื่นในอีกโครงสร้างหนึ่ง

นี่ต่างหากที่เราคิดว่าน่าสนใจ เพราะถ้าเรามองเรื่องการคุกคามทางเพศผ่านคำว่า “ผู้ชายกระทำต่อผู้หญิง” เพียงอย่างเดียว เราอาจมองไม่เห็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจอีกมหาศาลที่เกิดขึ้นในโลกจริง

♦ ผู้ชายกับผู้ชาย
♦ ผู้หญิงกับผู้หญิง
♦ เกย์รุกกับเกย์รับ
♦ คนข้ามเพศกับคนข้ามเพศ
♦ หัวหน้ากับลูกน้อง
♦ รุ่นพี่กับรุ่นน้อง
♦ คนดังกับคนที่กำลังพยายามเข้าสู่วงการ
♦ นักกิจกรรมอาวุโสกับนักกิจกรรมหน้าใหม่

เพศอาจแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ คือ อำนาจ

ดังนั้น เราจึงไม่อยากใช้คำว่า “ปิตาธิปไตย” จนกลายเป็นเพียงคำเรียกผู้ชายที่มีควย หรือผู้ชายที่มีความสัมพันธ์กับผู้หญิง ปิตาธิปไตยมีความหมายและโครงสร้างทางสังคมของมัน แต่สิ่งที่เราควรวิพากษ์ให้กว้างกว่านั้น คือ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ การใช้อำนาจเหนือ และระบบลำดับชั้นที่ทำให้คนคนหนึ่งมีทางเลือกมากกว่าอีกคน เพราะแม้แต่พื้นที่ที่ประกาศตัวว่าต่อต้านการกดขี่ ก็สามารถสร้างลำดับชั้นของตัวเองขึ้นมาได้

♦ ใครเป็น “ตัวแม่”
♦ ใครเป็นคนแถวบน
♦ ใครเป็นคนแถวล่าง
♦ ใครมีชื่อเสียง
♦ ใครมีเครือข่าย
♦ ใครมีเงิน
♦ ใครหน้าตาดี
♦ ใครเข้าใกล้มาตรฐานความงาม
♦ และใครเป็นคนที่สามารถเปิดหรือปิดประตูแห่งโอกาสให้คนอื่นได้

ตรงนี้ต่างหากที่เรื่องเพศเริ่มซับซ้อน เพราะบางครั้งสิ่งที่เรียกว่า consent หรือความยินยอม ไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “ตกลงไหม?” แล้วจบ

เรายังมีคำถามต่อไปต่อด้วยว่า ถ้าไม่ตกลง จะเกิดอะไรขึ้น? ถ้าปฏิเสธแล้วเสียงานล่ะ? ถ้าปฏิเสธแล้วไม่ได้รับโอกาสล่ะ? ถ้าปฏิเสธแล้วถูกกันออกจากกลุ่มล่ะ? ถ้าปฏิเสธแล้วถูกแบน ถูกนินทา หรือหมดอนาคตในวงการล่ะ? นี่คือพื้นที่สีเทาที่เราควรพูดถึงให้มาก เพราะสำหรับคนที่มีหน้าตาดี มีความสามารถ หรือเป็นที่ต้องการของคนมีอำนาจ “โอกาส” บางครั้งก็มาพร้อมกับ “ทางเลือก” จะยอมเพื่อรุ่ง หรือไม่ยอมแล้วอาจร่วง และโครงสร้างแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างชายกับหญิง มันเกิดขึ้นได้ในทุกเพศ ทุกวงการ และทุกพื้นที่ที่คนกลุ่มหนึ่งสามารถกำหนดอนาคตของคนอีกกลุ่มหนึ่งได้ เพียงแต่หลายเรื่องยังไม่มีใครพูด การที่วันนี้เรายังไม่เห็นเรื่องราวการคุกคามทางเพศในบางชุมชน บางองค์กร หรือบางขบวนการ ไม่ได้หมายความว่าสิ่งเหล่านั้นไม่เคยเกิดขึ้น 

บางทีเราเพียงยังไม่มีคนที่พร้อมจะพูด วันหนึ่งอาจมีใครสักคนออกมาเล่า และเมื่อถึงวันนั้น สังคมก็อาจได้ขยี้เรื่องใหม่กันอีกครั้ง เหมือนเรื่องที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในวันนี้ แต่สิ่งที่เราต้องเตือนตัวเองมากที่สุด คือ อย่าหลงกลกรอบคิดที่กำหนดไว้ล่วงหน้าว่าเพศไหนต้องเป็นเหยื่อ และเพศไหนต้องเป็นผู้กระทำ รวมถึงอย่าหลงคิดว่า เพียงเพราะใครสักคนเป็นนักกิจกรรม เป็นเฟมินิสต์ ทำงานสิทธิมนุษยชน ทำงานความหลากหลายทางเพศ หรือประกาศตัวต่อต้านการกดขี่ แล้วคนนั้นจะปราศจากความสามารถในการใช้อำนาจเหนือผู้อื่น

มนุษย์ก็คือมนุษย์ เมื่อมีอำนาจ เราทุกคนมีโอกาสใช้อำนาจนั้นในทางที่ผิดได้ ขณะเดียวกัน อีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องเรียนรู้ในยุค Social Media คือ อำนาจในการเล่าเรื่อง

♦ ใครพูดก่อน
♦ ใครมีผู้ติดตามมากกว่า
♦ ใครมีเครือข่ายมากกว่า
♦ ใครได้รับความเชื่อถือมากกว่า
♦ ใครมีภาพลักษณ์เข้ากับบทบาท “เหยื่อ” มากกว่า
♦ และใครถูกสังคมวางไว้ในบท “ผู้กระทำ” ตั้งแต่เรื่องราวยังไม่ทันถูกตรวจสอบ

ทั้งหมดนี้มีผลต่อการรับรู้ของสังคม เรื่องราวของคนหนึ่งอาจเป็นความจริงทั้งหมด อาจเป็นความจริงบางส่วน หรืออาจเป็นความจริงจากตำแหน่งที่เขายืนอยู่

ดังนั้น การรับฟังคนที่บอกว่าตัวเองได้รับความเสียหายจึงสำคัญมาก แต่ การรับฟังไม่จำเป็นต้องหมายถึงการยกอำนาจในการพิพากษาให้อีกฝ่ายทันที

เราสามารถรับฟังโดยไม่ซ้ำเติม ช่วยเหลือโดยไม่ตั้งคำถามที่ทำร้าย เยียวยาคนที่ได้รับผลกระทบ และในเวลาเดียวกันก็ยังสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริง รับฟังอีกฝ่าย และไม่รีบพิพากษาใครจากเรื่องเล่าชุดแรกได้ เราคิดว่าวิธีคิดแบบนี้ต่างหากที่เป็นเรื่องยาก เพราะในทางตรงข้าม มันง่ายมากที่จะเลือกข้าง ง่ายมากที่จะได้ยินเรื่องหนึ่งแล้วโกรธ ง่ายมากที่จะชี้ว่าใครคือเหยื่อ ใครคือคนเหี้ย ใครคือไอ้หื่นกาม และเมื่อเราเลือกข้างถูกตามกระแส ความรู้สึกว่าตัวเองเป็น “คนดี” ก็เกิดขึ้นได้ในพริบตา

แต่สิ่งที่ยากกว่าคือการถอยออกมาห่าง ๆ ฟัง อ่าน ตั้งคำถาม แยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น แยกความเสียหายออกจากการพิพากษา มองความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และพยายามทำความเข้าใจว่าโครงสร้างอะไรทำให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของการพูดเรื่องการคุกคามทางเพศไม่ควรมีเพียงการหาใครสักคนมาแขวนประจานให้สังคมขยี้จนพอใจ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เราจะทำอย่างไรไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก

ทำอย่างไรให้คนปฏิเสธได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเสียงาน ทำอย่างไรให้คนปฏิเสธได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะหมดอนาคต

ทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์ทางเพศเกิดขึ้นจากความยินยอมที่แท้จริง ไม่ใช่จากอำนาจ การพึ่งพิง ความกลัว หรือผลประโยชน์ที่อีกฝ่ายสามารถให้และเอาคืนได้

และทำอย่างไรให้หลักการเหล่านี้ใช้กับทุกคน ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย เกย์ เลสเบี้ยน ไบเซ็กชวล คนข้ามเพศ หรือมีอัตลักษณ์แบบใดก็ตาม เพราะหากเราต้องการความเท่าเทียมทางเพศจริง ๆ เราไม่ควรสร้างความเท่าเทียมด้วยการสลับว่า เพศไหนมีสิทธิเป็นเหยื่อ และเพศไหนสมควรถูกสงสัย

แต่ควรสร้างสังคมที่

♦ ทุกคนมีสิทธิพูด
♦ ทุกคนมีสิทธิได้รับการรับฟัง
♦ ทุกคนมีสิทธิปฏิเสธ
♦ ทุกคนมีสิทธิได้รับการเยียวยา
♦ และไม่มีใครควรถูกตัดสินเพียงเพราะเพศของตัวเอง

บางทีคำถามที่เราควรถามจึงไม่ใช่แค่ “ใครเป็นเหยื่อ และใครเป็นผู้กระทำ?” แต่อาจเป็นคำถามที่ยากกว่านั้นว่า

“ใครมีอำนาจเหนือใคร อำนาจนั้นถูกใช้อย่างไร และเราจะสร้างเงื่อนไขที่ทำให้ทุกคนสามารถพูดคำว่า ‘ไม่’ ได้ โดยไม่ต้องจ่ายราคาสำหรับการปฏิเสธได้อย่างไร?”

ถ้าเราตอบคำถามนี้ได้ เรื่องที่กำลังเป็นกระแสในวันนี้ก็อาจมีประโยชน์มากกว่าการสร้างคนหนึ่งให้เป็นเหยื่อ และสร้างอีกคนหนึ่งให้เป็นปีศาจ เพื่อรอจนกว่าสังคมจะมีเรื่องใหม่ให้ขยี้ในวันต่อไป

“เราจะสร้างความเป็นธรรมเรื่องเพศได้อย่างไร หากเรายังผูกบทบาทเหยื่อและผู้กระทำไว้กับเพศบางเพศ หรือผูกความน่าเชื่อถือไว้กับว่าใครเล่าเรื่องก่อน”

ชยุตม์ ศิรินันทไพบูลย์

ชยุตม์ ศิรินันทไพบูลย์

นักเขียน

จอมยุทธแห่งเมืองเพชร คือ นามปากกาของนักเขียนและนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ ผู้ถ่ายทอดความรู้ด้านธุรกิจ เทคโนโลยี การตลาดดิจิทัล การออกแบบเว็บไซต์ SEO และประเด็นร่วมสมัย ผ่านบทความที่เน้นความถูกต้อง เข้าใจง่าย และนำไปใช้ได้จริง โดยเชื่อว่าความรู้ที่มีคุณค่าควรเข้าถึงได้สำหรับทุกคน จึงมุ่งมั่นเรียบเรียงเนื้อหาจากการค้นคว้าอย่างรอบด้าน พร้อมนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา และผู้อ่านทั่วไป