การเลือกตั้งปี 2569 ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นหนึ่งใน “การเลือกตั้งสกปรกที่สุด” ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยมีกรณีที่เป็นรูปธรรมหลายประการ โดยก่อนหน้านี้ได้เขียนเรื่อง “เงามืดประชาธิปไตยไทย หลังการโกงเลือกตั้ง 2569” บทนี้เราจะมากล่าวถึงการทุจริตทางปัญญากันครับ
ใครเป็นเหมือนกันไหมครับ ระหว่างใช้ชีวิตประจำวัน ผ่านป้ายหาเสียงมากมาย กับผู้ลงสมัคร สส. บางคน คนนั้นเป็นคนดีนะ มีความสามารถ วงสังคมดี แต่ทำไมเขาไปลงพรรคนั้น ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าพรรคนั้น ตัวบุคคลที่เป็นผู้นำก็ขึ้นชื่อเรื่องการซื้อเสียง แทบจะไม่ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในสื่อสาธารณะ ชื่อเสียงของพรรคก็ไม่เคยอยู่ในระดับ Top3 แต่แล้ว …….. กกต. ประกาศผลการเลือกตั้ง
กลับมาที่ผู้สมัครที่เคยเอ๊ะ เคยทำให้เราคิดว่าพรรคนั้นเขาได้คนมีความสามารถมาลงสนามเลือกตั้ง เอาน่ะ พรรคอีกอย่าง คนอีกอย่าง เปิดใจยอมรับได้นะ แล้ววันนี้ บังเอิญได้ยิน ได้ฟัง ได้ดู Content เขากล่าวถึงทฤษฎี Katian และ Utilitaliean ก็ถึงบางอ้อ เข้าใจแล้วว่าเพราะอะไรเขาจึงเลือกเป็นผู้สมัครพรรคนั้น
สรุปข้อแตกต่างหลักๆ ระหว่าง Kantianism (คานต์) และ Utilitarianism (ประโยชน์นิยม) มาให้ดังนี้ครับ
1. Utilitarianism (ประโยชน์นิยม)
แนวคิดนี้เน้น “ผลลัพธ์” (Consequences) เป็นหลัก โดยมีผู้นำทางความคิดคือ Jeremy Bentham และ John Stuart Mill
-
หลักการ: “ความสุขสูงสุดของคนจำนวนมากที่สุด”
-
วิธีตัดสิน: การกระทำใดๆ จะดีหรือไม่ดี ให้ดูที่ผลลัพธ์ ถ้าทำแล้วก่อให้เกิดประโยชน์ (Utility) หรือความสุขมากกว่าความทุกข์ ถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง
-
จุดเน้น: ผลประโยชน์ส่วนรวมและการลดความเจ็บปวด
-
ตัวอย่าง: ถ้าต้องโกหกเพื่อให้คน 10 คนรอดตาย ประโยชน์นิยมจะบอกว่า “ควรทำ” เพราะผลลัพธ์โดยรวมดีกว่า
2. Kantianism (จริยศาสตร์ของคานต์)
แนวคิดของ Immanuel Kant เน้น “หน้าที่” (Duty) และ “เจตนา” (Intention) โดยไม่สนผลลัพธ์
-
หลักการ: “ทำตามกฎศีลธรรมสากล” (Categorical Imperative)
-
วิธีตัดสิน: การกระทำนั้นต้องเป็นสิ่งที่ “ถูกต้องในตัวเอง” และเราต้องยินดีให้การกระทำนั้นกลายเป็นกฎสากลที่ทุกคนต้องทำตามเสมอ โดยไม่เลือกปฏิบัติ
-
จุดเน้น: การเคารพในศักดิ์ศรีของมนุษย์ (ห้ามใช้คนเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุผลบางอย่าง)
-
ตัวอย่าง: การโกหกเป็นสิ่งผิดในตัวเอง ต่อให้โกหกเพื่อช่วยชีวิตคน คานต์ก็จะบอกว่า “ไม่ควรทำ” เพราะถ้าทุกคนโกหกได้ สังคมจะล่มสลายและคำพูดจะไม่มีความหมาย
สรุปให้เห็นภาพชัดขึ้น
ถ้ามีรถรางกำลังจะทับคน 5 คน แต่คุณสับรางให้ไปทับคน 1 คนแทนได้:
-
Utilitarian: จะสับรางทันที (1 ศพ ดีกว่า 5 ศพ)
-
Kantian: จะลังเลหรืออาจไม่ทำ เพราะการจงใจฆ่าคน 1 คน (เพื่อใช้เขาเป็นเครื่องมือช่วยอีก 5 คน) คือการผิดกฎศีลธรรมที่ว่า “ห้ามฆ่าคนบริสุทธิ์”
บทสรุป
นักการเมืองที่มีความรู้ความสามารถดี ที่เค้าอ้างเรื่องสองทฤษฎีนี้ แต่เขาให้การสนับสนุนเสริมนักการเมืองที่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง ทำลายระบบประชาธิปไตย ในโลกความเป็นจริง เรามักเห็นการหยิบยกทฤษฎีสวยหรูมา “ฟอกขาว” หรือสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำที่ย้อนแย้งกับหลักการพื้นฐาน ถ้าเราลองมองพฤติกรรมนี้ผ่านเลนส์ของทั้งสองทฤษฎีที่คุณถามถึง เราจะเห็นความบิดเบือนที่น่าสนใจ
1. การบิดเบือนผ่านมุมมอง Utilitarianism (ประโยชน์นิยม)
นักการเมืองกลุ่มนี้มักจะอ้างทฤษฎีนี้บ่อยที่สุด โดยใช้ตรรกะว่า “เป้าหมายสูงสุดสร้างความชอบธรรมให้วิธีการ”
-
คำกล่าวอ้าง: “ถึงจะซื้อเสียง หรือทำผิดกฎเกณฑ์ไปบ้าง แต่ถ้าได้เข้ามาบริหารแล้วทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น หรือคนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ มันก็คุ้มค่าไม่ใช่หรือ?”
-
ความจริงที่ถูกละเลย: ทฤษฎีประโยชน์นิยมที่แท้จริงต้องคำนวณ “ผลกระทบระยะยาว” ด้วย การซื้อสิทธิ์ขายเสียงทำลายรากฐานของระบบตรวจสอบ ซึ่งนำไปสู่การคอร์รัปชันที่กัดกินประเทศในระยะยาว ผลรวมของความทุกข์จึง “มากกว่า” ความสุขชั่วคราวที่หยิบยื่นให้ประชาชนครับ
2. การบิดเบือนผ่านมุมมอง Kantianism (จริยศาสตร์ของคานต์)
สำหรับคานต์ พฤติกรรมนี้ถือว่า “สอบตก” อย่างสิ้นเชิงและไม่มีทางอ้างได้เลย
-
หลักการของคานต์: เราต้องทำในสิ่งที่เป็น “กฎสากล” ได้ การซื้อเสียงไม่สามารถเป็นกฎสากลได้ เพราะถ้าทุกคนซื้อเสียง ระบบการเลือกตั้งจะไร้ความหมายทันที
-
การใช้คนเป็นเครื่องมือ: คานต์เน้นว่าห้ามใช้มนุษย์เป็น “เครื่องมือ” (Means) เพื่อบรรลุเป้าหมาย (Ends) การซื้อสิทธิ์ขายเสียงคือกิจกรรมที่มองประชาชนเป็นเพียงเครื่องมือในการเข้าสู่อำนาจ ไม่ได้เคารพในศักดิ์ศรีและเสรีภาพในการตัดสินใจที่แท้จริงของมนุษย์
นักการเมืองที่มีความรู้แต่สนับสนุนการทำลายระบบ มักตกอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า “ทุจริตทางปัญญา” (Intellectual Dishonesty) คือ:
1. ใช้ Utilitarianism แบบฉาบฉวย: มองแค่ผลประโยชน์ระยะสั้นของพวกพ้อง แล้วอ้างว่าเป็นประโยชน์ของประชาชน
2. ละทิ้ง Kantianism: เพิกเฉยต่อ “หน้าที่” ในการรักษาความถูกต้องของระบบ เพราะมองว่าอำนาจสำคัญกว่าหลักการ
“ความรู้ที่ปราศจากจริยธรรม เป็นเพียงเครื่องมือที่เฉลียวฉลาดในการทำลายล้าง”
การที่เขามีความรู้ดีแต่กลับสนับสนุนการซื้อเสียง จึงไม่ใช่การทำตามทฤษฎีเหล่านี้อย่างถูกต้อง แต่เป็นการ “หยิบมาใช้เฉพาะส่วนที่เข้าข้างตัวเอง” เพื่อปกปิดการทำลายระบอบประชาธิปไตย !!!
อดีตนักกิจกรรมรณรงค์สิทธิความหลากหลายทางเพศ รักอิสระ ปัจจุบันเป็นนักเดินทางไปพร้อมกับเก็บเรื่องราวต่างๆทั้งโลกภายในและสังคมภายนอกมาแบ่งปันผ่านการเขียนลงบนเว็บไซต์
เงามืดประชาธิปไตยไทย หลังการโกงเลือกตั้ง 2569
ภาพรวมสถานการณ์การโกงเลือกตั้ง การเลือกตั้งปี 2569 ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นหนึ่งใน “การเลือกตั้งสกปรกที่สุด” ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยมีกรณีที่เป็นรูปธรรมหลายประการ เช่น การใช้กลไกราชการเป็นเครื่องมือทางการเมือง:...
วิเคราะห์ผลกระทบจากนโยบายเปลี่ยนคำนำหน้า
บรรยากาศการเลือกตั้งปี 2569 การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย ไม่เพียงแต่การแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองที่เข้มข้น หากยังเป็นเวทีที่นโยบายใหม่ ๆ ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อสร้างความแตกต่างและดึงดูดความสนใจจากประชาชน...
อภิสิทธิ์ชน ในการเหยียดชนชั้นทางโอกาส
"อย่าไปทะเลาะกับคนที่ยังไม่มีพาสปอร์ตเลย" วาทะกรรมนี้กำลังสะท้อน ความเป็นอภิสิทธิ์ชนที่พยายามสร้างความชอบธรรมให้กับผู้ที่เชื่อมั่นว่าเป็นคนที่มีโอกาสมากกว่า ในขณะเดียวกันก็กดขี่ เหยียดหยาม ด้อยค่าผู้อื่นว่าเข้าไม่ถึงประตูสู่โลกกว้าง ส่งผลต่อการเลือกปฏิบัติ...


